โดย.. พ.ต. ดร.พล ณรงค์เดช
รองผู้จัดการ สำนักงาน
บริหารความเสี่ยงธนาคารไทยพาณิชย์
 

การบริหารความเสี่ยงในการให้สินเชื่อ
ของสถาบันการเงิน (Credit Risk Management)

 
ความเสี่ยงกับสถาบันการเงินเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงในการให้สินเชื่อเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาตั้งแต่ยุคแรกของระบบสถาบันการเงินเลยที่เดียว ทั้งนี้เพราะธุรกิจหลักของธนาคารคือการระดมเงินฝากมาปล่อยสินเชื่อ ดังนั้นหากธนาคารไม่มีระบบการบริหารความเสี่ยงสินเชื่อที่ดีแล้ว โอกาสที่จะเป็นธนาคารที่มีผลประกอบการที่ดีย่อมเป็นไปได้ยาก

ก่อนอื่นเราควรจะมารู้จักกับนิยามของความเสี่ยงก่อน ความหมายของคำว่าเสี่ยงที่ใช้กันอยู่อันหนึ่งคือ ความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์ตามที่คาดหรือมิได้คาดคิดมาก่อนจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อเงินทุนและ/หรือผลกำไรของธนาคาร แปลง่าย ๆ สำหรับความเสี่ยงของสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ว่า โอกาสที่ลูกหนี้ที่กู้เงินไปซื้อที่อยู่อาศัยจะไม่มาชำระหนี้แล้วทำให้ธนาคารสูญทั้งรายได้ และเงินต้น นั่นเอง
จุดประสงค์ของการบริหารความเสี่ยง

จุดมุ่งหมายหลักของการบริหารความเสี่ยงของธนาคารก็คือ การบริหารให้ผลตอบแทน (รายรับจากลูกหนี้) สมน้ำสมเนื้อกับต้นทุนดำเนินงานและความเสี่ยงของลูกหนี้ที่ธนาคารต้องแบกรับจากการปล่อยสินเชื่อนั้น และธนาคารมีทุนสำรองเพียงพอที่จะรองรับความเสียยหายกรณีเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่ทำให้ลูกหนี้เสียมากกว่าปกติเช่นที่เกิดกับประเทศไทยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

การประเมินความเสี่ยงของสินเชื่อ
การที่จะให้ผลตอบแทนมีระดับเหมาะสมกับความเสี่ยงของลูกหนี้นั้น หมายความว่าธนาคารจะต้องสามารถวัดความเสี่ยงของลูกหนี้ได้ ความเสี่ยงที่วัดนี้เรียกว่า “ความสูญเสียเฉลี่ย” หรือ Expected Loss ลูกหนี้ที่มีค่าความสูญเสียเฉลี่ยสูง จะมีความเสี่ยงมากกว่าลูกหนี้ที่มีค่าความสูญเสียเฉลี่ยต่ำ ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยของลูกหนี้ความเสี่ยงสูงก็จะต้องสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่คิดกับลูกหนี้ความเสี่ยงต่ำด้วย

องค์ประกอบหลักในการคำนวณความสูญเสียเฉลี่ยนี้มี 5 ตัวด้วยกันคือ ยอดหนี้ ระยะเวลาผ่อนชำระหลักประกัน โอกาสผิดนัดชำระ และความสัมพันธ์ระหว่างลูกหนี้แต่ละราย (Correlation) ตัวอย่างเช่น หากลูกหนี้มียอดหนี้สูงก็จะมีความสูญเสียเฉลี่ยสูง หรือหากระยะเวลาผ่อนชำระยิ่งนานก็ยิ่งเสี่ยงเพราะโอกาสที่ลูกหนี้จะประสบปัญหา หรือล้มหายตายจากไปก่อนที่จะชำระหนี้หมดสิ้นก็จะมีมากขึ้น ส่วนหลักประกันนั้นเป็นตัวช่วยลดความสูญเสียกรณีลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งธนาคารก็จะต้องดำเนินการนำหลักประกันที่ลูกหนี้ให้ไว้ออกขายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหากหลักประกันที่ธนาคารมีอยู่ยิ่งเป็นหลักประกันที่ยึดง่ายขายคล่อง และมีราคาสูงเท่าไร ความสูญเสียเฉลี่ยและความเสี่ยงก็จะน้อยลงไปเท่านั้น

สำหรับโอกาสผิดนัดชำระนั้นจะขึ้นกับตัวลูกหนี้เองเป็นสำคัญ ธนาคารจะต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ว่ามีโอกาสมากแค่ไหนในการที่จะชำระหนี้สำเร็จ ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้อาจดูได้จาก อาชีพ ประสบการณ์ทำงาน การศึกษา รายได้ต่อเดือน วัตถุประสงค์ของการกู้ และความสำคัญของหลักประกันต่อลูกหนี้ เป็นต้น ทั้งหมดนี้เพื่อประเมินความเป็นไปได้ที่ลูกหนี้จะผิดนัดชำระหนี้ว่ามีมากน้อยเพียงใด กลุ่มลูกหนี้ที่ถูกประเมินว่ามีโอกาสผิดนัดชำระสูงจะมีความสูญเสียเฉลี่ยสูง คือมีความเสี่ยงสูงทำให้อัตราดอกเบี้ยของลูกหนี้กลุ่มนี้สูงตามไปด้วย

ปัจจัยสุดท้ายที่มีผลต่อความเสี่ยงของลูกหนี้คือความสัมพันธ์ระหว่างลูกหนี้แต่ละราย ปัจจัยนี้เข้าใจได้ยากสักหน่อยเพราะเป็นเรื่องทางสถิติ แต่ยกตัวอย่างง่าย ๆ ได้ว่าหากธนาคารปล่อยสินเชื่อ 100 ล้านบาทให้ลูกหนี้ 1 รายจะเสี่ยงมากกว่าการปล่อยสินเชื่อ 1 ล้านบาทให้ลูกหนี้ 100 ราย หากลูกหนี้ 100 รายนั้นไม่มีความสัมพันธ์กัน (โอกาสที่ลูกหนี้จะเสียพร้อมกันทั้ง 100 รายมีน้อยกว่าโอกาสที่ลูกหนี้ 1 รายจะเสีย) หรือพูดในอีกแง่หนึ่งก็คือว่าในกลุ่มลูกหนี้ที่มียอดหนี้รวมเท่ากัน กลุ่มที่มีจำนวนลูกหนี้มากกว่าจะเสี่ยงน้อยกว่าหากลูกหนี้นั้นไม่มีความสัมพันธ์กัน คือไม่เสียพร้อม ๆ กัน

ดังนั้นในการประเมินความเสี่ยงด้านสินเชื่อของธนาคาร จึงต้องมีการพิจารณาปัจจัยทั้ง 5 ข้างต้นก่อนการปล่อยสินเชื่อ เช่น ดูว่ายอดหนี้และระยะเวลาผ่อนชำระเหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่ หลักประกันเพียงพอหรือไม่ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปพิจารณากำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมต่อไป
กระบวนการด้านสินเชื่อ
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งในการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อของธนาคารก็คือกระบวนการด้านสินเชื่อ (Credit Process) โดยธนาคารจะต้องมีกระบวนการสินเชื่อที่ดีเพื่อให้แน่ใจได้ว่าสินเชื่อทุกรายได้ผ่านการประเมินปัจจัยความเสี่ยงอย่างครบถ้วน ถูกต้อง การกำหนดอัตราดอกเบี้ยเหมาะสมกับต้นทุน ค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงของลูกค้า และการทำนิติกรรมสัญญาถูกต้อง สมบูรณ์ตามกฎหมาย ซึ่งกระบวนการด้านสินเชื่อที่ดีสำหรับแต่ละธนาคารก็อาจแตกต่างกันไปตามลักษณะโครงสร้าง และวัฒนธรรมขององค์กร

อย่างไรก็ดีประเด็นหลักที่ต้องคำนึงในการกำหนดกระบวนการด้านสินเชื่อคือการวิเคราะห์ความเสี่ยง และการอนุมัติสินเชื่อต้องมีความเป็นอิสระจากแรงกดดัน ของเป้าทางธุรกิจ

นอกจากนี้การบริหารความเสี่ยงของสินเชื่อรายใหญ่อาจจะแตกต่างจากการบริหารความเสี่ยงสินเชื่อรายย่อย เช่นสินเชื่อประเภทที่อยู่อาศัยบ้าง เนื่องจากลูกหนี้สินเชื่อรายย่อยแต่ละรายจะมีวงเงินจำนวนไม่สูงนักเมื่อเทียบกับวงเงินสินเชื่อที่ปล่อยให้กิจการขนาดใหญ่มาก

ในสินเชื่อรายใหญ่ที่มีจำนวนน้อยรายแต่มีความซับซ้อนสูง การพิจารณาสินเชื่อของลูกหนี้จะทำในลักษณะเป็นรายๆไป ทั้งในเรื่องการกำหนดวงเงิน หลักประกัน การประเมินความเสี่ยง และโครงสร้างของหนี้ ส่วนสินเชื่อรายย่อยจะบริหารความเสี่ยงในระดับกลุ่ม ( Port ) มากกว่า โดยจัดทำสินเชื่อในลักษณะของแพคเกจ เช่น สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อบัตรเครดิต เป็นต้น ซึ่งในแต่ละแพคเกจจะมีกลุ่มลูกหนี้เป้าหมายที่มีจุดประสงค์เดียวกัน เช่น ซื้อบ้าน และมีวงเงินในระดับใกล้เคียงกัน ประเภทหลักประกันก็คล้ายกันระยะเวลาการผ่อนชำระและอัตราดอกเบี้ยก็เหมือนๆกัน ดังนั้นความเสี่ยงของลูกหนี้ในกลุ่มก็ต้องประเมินให้มีระดับใกล้เคียงกันด้วย

อย่างไรก็ตามเนื่องจากจำนวนรายมีมาก ธนาคารจึงต้องใช้วิธีการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และจำกัดจำนวนปัจจัยที่ใช้ให้เหมาะสมเนื่องจากลูกหนี้สินเชื่อรายย่อยไม่มีข้อมูลทางการเงิน หรือข้อมูลอื่นๆ เหมือนสินเชื่อรายใหญ่ วิธีการประเมินความเสี่ยงของธนาคารสำหรับลูกหนี้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะทำโดยใช้แผ่นคะแนน ( Score card ) ซึ่งสร้างขึ้นจากประสบการณ์ หรือวิธีการทางสถิติกับข้อมูลทางอดีตของธนาคาร ในการที่จะแยกลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงเกินเป้าหมายของแพคเกจออกไป
บทสรุป
จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า การบริหารความเสี่ยงของพวกธนาคารมีความสำคัญอย่างมากต่อความอยู่รอดของธนาคาร เพราะธนาคารที่มีระบบการบริหารความเสี่ยงสินเชื่อดีจะสามารถประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้ได้อย่างแม่นยำ ทำให้สามารถแข่งขันทางด้านราคาได้โดยไม่ทำให้ธนาคารประสบปัญหาตามมาใน อนาคต ทั้งนี้เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยส่วนต่าง ( Spread ) ที่คิดกับลูกหนี้จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นกับความเสี่ยงของลูกหนี้ ซึ่งวัดจากความสูญเสียเฉลี่ยของลูกหนี้แต่ละรายหรือแต่ละกลุ่มนั่นเอง
Housing Finance Association
GHB Tower 1, 63 Rama 9 Road, Bangkok 10320, Thailand : Tel.0-2202-2046 Fax.0-2202-2047, 0-2652-0951 : webmaster@hfathai.com